![]() |
![]() |
โรคภูมิแพ้
ในปัจจุบันเป็นยุคอุตสาหกรรมทำให้อากาศเต็มไปด้วยมลภาวะมากมาย ดังนั้นคนในยุคนี้จึงเป็นโรค
ทางเดินหายใจกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคภูมิแพ้ คนไทยเป็นโรคภูมิแพ้กันประมาณ20-30% มีทั้งคนที่
เป็นเล็กน้อยจนถึงคนที่เป็นมากจนต้องพบแพทย์เป็นประจำ
โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่เกิดขึ้นเองไม่มีการติดต่อเพราะไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคแต่มีการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์
คือถ้าพ่อหรือแม่เป็นลูกก็มีโอกาสเป็นภูมิแพ้มากขึ้น โรคนี้มีอาการเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยได้รับสารก่อภูมิแพ้(Antigen)
อากาศเปลี่ยนแปลง บางคนจะมีอาการมากช่วงอากาศเย็นๆ บางคนมีอาการมากเวลาอากาศชื้นๆหรือฝนตก
สารก่อภูมิแพ้ได้แก่ฝุ่นละอองตามบ้าน ไรฝุ่นมักพบในที่นอนที่เป็นนุ่นกากมะพร้าวและในพรม นุ่น
ขนสัตว์(Fur) เกษรดอกไม้(Pollen) หญ้าบางชนิดเช่นหญ้าแพรก หญ้าแห้วหมู ฟางข้าว ควันบุหรี่ ควันไฟ
แมลงสาบ เชื้อรา อาหารบางชนิดเช่นอาหารทะเล ไข่ นม ถั่ว เนื้อวัว เนื้อไก่ และอื่นๆอีกมากมาย
![]() |
หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับสารก่อภูมิแพ้(ทางการหายใจ การสัมผัสด้วยผิวหนังหรือการกิน)แล้วร่างกาย
จะสร้างสารภูมิต้าน(Antibody)ขึ้นมา สารนี้มี2ชนิดคือชนิดดี(IgG)และชนิดไม่ดี(IgE) แต่สารชนิดไม่ดีจะมีมากกว่า
และสร้างได้เร็วกว่า ส่วนสารชนิดดีต้องใช้เวลานานอย่างน้อย1สัปดาห์ในการสร้าง และสารชนิดไม่ดีนี่เองที่ทำให้
เกิดอาการแพ้ เมื่อสารตัวนี้กระจายไปทั่วร่างกายและทำให้มีอาการแพ้ที่อวัยวะเป้าหมายเช่น ภูมิแพ้จมูก
ปอด(หอบหืด) ผิวหนัง(ผื่นคัน ลมพิษ) คอ(เจ็บคอเรื้อรัง)
อาการ ทางหู คอ จมูกคือคันหู คันตา คันจมูก จาม น้ำมูกใส เสมหะไหลลงคอ เจ็บคอเรื้อรัง
รู้สึกมีเสมหะติดคอ
การรักษา *ที่สำคัญที่สุดคือการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้(Antigen)
*การกินยาส่วนมากจะเป็นการกินยาเพื่อบรรเทาอาการหรือเพื่อป้องกัน
*ยังไม่มียาที่สามารถรักษาโรคภูมิแพ้ให้หายขาดได้ แต่ก็ควรต้องรักษาเพื่อให้ไม่มีอาการ
*ส่วนมากยาที่ใช้จะเป็นกลุ่มยาแก้แพ้(Antihistamine)
ปัจจุบันยากินที่ใช้มีอยู่3กลุ่มใหญ่คือ
1.ยาแก้แพ้ทั่วไปได้แก่ CPM,Bromphenilamine,Triprolidine,Diphenhydramineยาประเภทนี้มีข้อดีคือออกฤทธิ์เร็ว
ได้ผลดี ข้อเสียคือกินแล้วง่วงมากและถ้ากินติดต่อกันนานๆอาจดื้อยา
2.ยาแก้แพ้แบบไม่ง่วงได้แก่ Loratadine,Cetirizine,Astemizol ยากลุ่มนี้ข้อดีคือกินแล้วไม่ง่วงสามารถทำงานหรือ
เรียนหนังสือได้ตามปกติ และยาออกฤทธิ์นานกินยาเพียงวันละ1-2เม็ด แต่ก็มีข้อเสียคือยาออกฤทธิ์ช้า
อาจใช้เวลา1-72ชั่วโมง และประสิทธิภาพสู้ยาแก้แพ้ทั่วไปไม่ได้
3.สเตียร์รอยด์ ถือว่าเป็นยาอันตรายต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
ยารักษาโรคภูมิแพ้ชนิดพ่นจมูก ปัจจุบันมี4กลุ่มคือ
1.ยาพ่นเพื่อลดอาการคัดจมูกที่มีขายตามร้านขายยาทั่วไปได้แก่ยาพ่นที่มียากลุ่มDecongestantเช่น
Phenylephrine HCL, Pseudoephedrine HCL, Ephidine เป็นส่วนประกอบซึ่งยากลุ่มนี้อันตรายเพราะทำให้
เกิดการติดยาพ่นทางจมูก ทำให้เยื่อบุจมูกเสีย ทำให้เกิดโรคไรไนติส เมดดิกาเมนโตสา(Rhinitis Medicamentosa)
ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ยาตัวนี้เด็ดขาด
2.ยาพ่นเพื่อรักษาภูมิแพ้ กลุ่มยาพ่นสเตียร์รอยด์ ถ้าใช้ถูกวิธีจะได้ผลดีมากและไม่เป็นอันตรายเพราะ
มีการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดน้อยมาก ที่สำคัญยาชนิดนี้ใช้รักษาได้ทั้งภูมิแพ้และโรคไรไนติส เมดดิกาเมนโตสา
(Rhinitis medicamentosa)ได้ เป็นยาที่รักษาภูมิแพ้ที่ดีที่สุดในตอนนี้แต่ข้อเสียคือราคาแพง ออกฤทธิ์ช้า
(ประมาณ1-3วันเริ่มรู้สึกว่าดีขึ้น)ตัวอย่างเช่นBudesonide,Beclomethasone dipropinate,Mometasone furoate